January 29, 2023
พระเสือสมิง

นายอั่มและเอียดชายหนุ่มวัย 35 ปี เป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่เด็กแต่น้อย ทั้งสองคนหลงไหลชื่นชอบเรื่องทางไสยศาสตร์เป็นอย่างมาก เมื่อโตขึ้นจึงพากันไปร่ำเรียนวิชาจากอาจารย์ฆราวาสท่านหนึ่ง ซึ่งได้เริ่มร่ำเรียนเพียงวิชาเริ่มต้นเท่านั้น ประจวบเหมาะกับได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านพูดคุยกันว่า บนหุบเขาสูงมีถ้ำลึกลับ ที่มีเหล็กไหลกายสิทธิ์ หากใครครอบครองเหล็กไหลได้ ผู้นั้นจะถือว่าเป็นคนที่มีบุญญาวาสนา จะต้องมีศีลบริสุทธิ์ และร่ำเรียนพิธีกรรมตัดเหล็กไหลอย่างชำนาญมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี เพราะเหล็กไหลนั้นมีเทวดาคอยดูแลปกปักรักษาอยู่ ไม่สามารถนำออกมาจากถ้ำได้ง่ายๆ

“ไอ้เอียด เอ็งว่าถ้ำเหล็กไหลที่พูดเฒ่าผู้แก่พูดเนี่ย มีจริงไหมวะ?” นายอั่มถามขึ้น

“ข้าก็เคยได้ยินมานานแล้วนะ บางคนก็ลือกันว่า มีคนเข้าไปแล้วหายสาบสูญไปเลยก็มี” นายเอียดบอก

“ข้าเองก็ได้ยินมาเหมือนกัน แต่พวกเราก็เริ่มเรียนวิชาอาคมกันมาบ้างแล้ว ข้าจะลองไปดูให้เห็นกับตาก็คงจะไม่เสียหายอะไร อย่างน้อยๆ พวกเราจะได้รู้ว่าถ้ำเหล็กไหลมันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก” นายอั่มว่า

“แล้วถ้ามีจริงๆ เราจะเอามันมาได้ยังไงพิธีกรรมตัดเหล็กไหลก็ไม่เคยได้เรียนด้วย” นายเอียดถามอยากไคร่รู้

“มันจะไปยากอะไร ก็ไปบอกอาจารย์ให้ท่านไปทำพิธีให้ยังไงเล่า เราก็คงจะได้ส่วนแบ่งจากอาจารย์บ้าง” นายอั่มตอบอย่างคนเจ้าเล่ห์

ชายหนุ่มทั้งสองจึงตกลงกันเดินทางไปยังถ้ำเหล็กไหล โดยสอบถามจากทางผู้เฒ่าผู้แก่ ก็ไปตามเส้นทางที่ว่านั้น ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปบนหุบเขาสูงชันพอสมควร คนธรรมดาทั่วๆ ไปคงไม่สามารถเดินขึ้นมาถึงบนนี้ได้ เพราะทางค่อนข้างชันและลึกทึบ เมื่อเดินมาเรื่อยๆ เกือบค่อนวันก็ถึงปากถ้ำเสียที มันถูกระโยงระยางไปด้วยเถาวัลย์ทั้งสองก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไรนัก แต่อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงใครบางคนเอ่ยถามขึ้นมาจากด้านหลังพวกเขา พวกเขาหันหลังมาแล้วพบว่าเป็นพระวัยกลางคนรูปหนึ่ง ท่าทางสำรวมนิ่งสงบ

“มาทำอะไรกันหรือโยม”

“นมัสการครับหลวงพ่อครับผมกับเพื่อนมาสำรวจถ้ำกันครับ”

“ถ้ำนี้ไม่มีอะไรให้สำรวจหรอกโยม เป็นแค่ถ้ำธรรมดาธรรมดา พระธุดงค์มักจะมาปฏิบัติภาวนากันที่นี่” พระรูปนั้นกล่าวกับชายทั้งสอง

“หลวงพ่อมาปักกลดอยู่ที่นี่หรอครับ”

“อาตมาภาวนาอยู่ที่นี่นานมากแล้ว”

“แล้วหลวงพ่อเคยเข้าไปด้านในถ้ำไหมครับ มีชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ต่างก็ร่ำลือกันว่ามีเหล็กไหลกายสิทธิ์อยู่ที่แห่งนี้”

“ไม่มีเหล็กไหลหรือของวิเศษอะไรทั้งนั้นแหละโยม มันเป็นแค่เพียงภาพลวงตาเท่านั้น”

“แต่กระผมก็อยากเห็นกับตาว่ามันมีหรือไม่มี”

“อย่าเข้าไปเลยโยม ในนั้นค่อนข้างอันตราย”

“กระผมกับเพื่อนพอมีวิชาอาคมอยู่บ้าง หากมีอันตรายอะไรคิดว่าคงเอาตัวรอดได้ไม่ยากครับ” ว่าจบแล้วทั้งสองก็ตัดสินใจเดินเข้าไปที่ถ้ำแห่งนั้น พอถึงกลางถ้ำ พวกเขาทั้งสองก็ได้รู้สึกถึงความหนาวเย็น กลิ่นอับชื้นและความมืดมิด ทำให้พวกเขาได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าตกตะลึง มันคือเหล็กไหลจำนวนมาก เป็นสีดำแวววาวระยิบระยับอย่างกับดวงดาวบนฟากฟ้า

“นั่นมันเหล็กไหลใช่ไหมวะ”

“ใช่แล้ว แบบนี้แหละมันคือเหล็กไหลข้าเคยเห็นมันตอนเป็นเด็ก ปู่ทวดของข้าเป็นคนเอามาแต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าเอามาจากถ้ำแห่งนี้หรือเปล่า” ทั้งสองเกิดความโลภอยากได้เหล็กไหลขึ้นมา แต่ก็จนปัญญาเพราะไม่เคยทำพิธีตัดเหล็กไหลมาก่อน แต่ก็คิดไว้ว่าจะกลับไปบอกท่านอาจารย์ ให้กลับมาทำพิธีตัดเหล็กไหลด้วยกันในภายภาคหน้าน ระหว่างนั้นมีเสียงจากใครบางคนดังขึ้นและค่อยๆมีเงามืดปรากฏตัวออกมาจากช่องลืมเขาตรงหน้า
“พวกโยมมาทำอะไรกันเหรอ” พระสงฆ์ปริศนารูปหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมากลางถ้ำที่มืดสลัว โดยที่พวกเขาทั้งสองก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะเมื่อครู่ก็ได้สำรวจดูแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในที่นี้ แต่เมื่อสังเกตุดูแล้วพระรูปนี้เป็นคนละรูปกับที่อยู่หน้าถ้ำ หากแต่ดูจากหน้าตาท่านแล้วคงอายุอานามก็น่าจะใกล้เคียงกัน

“กระผมกับเพื่อนได้ยินมาว่าถ้ำนี้มีเหล็กไหลกายสิทธิ์ จึงอยากลองมาดูให้ได้เห็นกับตาครับ” ชายคนนึงตอบ

“ในเมื่อโยมเห็นแล้วว่ามีเหล็กไหลจริง แล้วโยมอยากได้ไหมล่ะ” พระท่านถาม

“หากให้พูดตามตรงกับพวกกระผมก็อยากได้ แต่ก็คงเอาออกไปไม่ได้ครับ เพราะพวกกระผมสองคนนั้นทำพิธีตัดเหล็กไหลไม่เป็น”

“ไม่ต้องทำพิธีให้เสียเวลาหรอกโยม เพราะอาตมาได้ตัดเหล็กไหลเอาไว้แล้ว อยู่ในย่ามนี้ไง” พระท่านพูดพลางกับหยิบเอาย่ามขึ้นมาโชว์ จากนั้นพระรูปนั้นก็ได้หยิบเหล็กไหลออกมาจากย่าม เป็นก้อนดำแวววาวสวยงามนักขนาดเท่าฝ่ามือ

“หากโยมอยากได้อาตมาจะให้ แต่จะต้องมีของมาแลก ตกลงไหม?” พระท่านยื่นของเสนอ

“แล้วสิ่งใดเหรอครับที่พวกกระผมต้องหามาแลก” นายอั่มเอ่ยถามอย่างสงสัยถึงสิ่งที่พระท่านต้องการเอามาแลกเปลี่ยน

“รับไปก่อนเถอะโยม ของแลกเปลี่ยนนั้นหาไม่ยากนักหรอก” พระองค์นั้นจึงได้ยื่นเหล็กไหลให้นายอั่มและนายเอียดคนละก้อน แต่ทันทีที่พวกเขาได้รับเหล็กไหลมาแล้ว พระรูปนี้ก็ขอของแลกเปลี่ยนทันทีที่เหล็กไหลได้สัมผัสถึงมือพวกเขา

“โยมนำของสิ่งนั้นมาแลกกับอาตมาได้แล้วนะ” พระท่านเอ่ยออกมาอย่างเย็นยะเยือก

“อะไรเหรอครับ?” นายอั่มเอ่ยถามอย่างไม่รู้ชะตาชีวิต

“ก็ชีวิตของพวกโยมยังไงล่ะ” เมื่อสิ้นคำพูดของพระสงค์ จากพระสงฆ์ผู้สำรวมใจดีนั่นก็เริ่มมีลายพาดกลอนตามลำตัวและใบหน้า ละม้ายคล้ายเสือไม่มีผิด ดวงตาเป็นประกายของสัตว์ มันยิ้มพร้อมแยกเขี้ยวที่แหลมยาวเรียงกัน พร้อมคำรามกึกก้องไปทั่วทั้งถ้ำ

“นี่มันคืออะไรกัน!” นายเอียดถามนายอั่มอย่างตกใจกลัว

“นี่มันคือสมิงยังไงล่ะ พวกเราหลงกลมันเข้าแล้ว” สองชายหนุ่มถามกันถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแม้จะหวาดกลัว แต่นายอั่มยังคงมีสติอยู่ จึงนำควายธนูออกมาจากย่าม บริกรรมคาถาเพื่อหวังให้มันกำจัดสมิงพระรูปนั้น แต่ควายธนูมันหยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เพียงไม่กี่อึดใจสุดท้ายควายธนูก็ถูกสมิงพระกำจัดจนสิ้นฤทธิ์

“ไออั่มทำไมควายธนูถึงไม่สู้สมิงพระวะ” นายเอียดถามอย่างหวาดกลัว
“คงเพราะสมิงนั่นเป็นพระที่มีวิชาอาคมมาก่อนน่ะสิ มีความแกร่งกล้ามีพละกำลังมากกว่าควายธนู ถ้าจะกำจัดมันได้คงต้องใช้อะไรที่แกร่งกว่าควายธนูนั่นแหละ” นายอั่มว่า ทั้งชายหนุ่มทั้งสองเห็นท่าไม่ดีแล้วเพราะตั้งแต่เรียนวิชาอาคมมา ก็เป็นควายธนูนี่แหละที่เป็นทีเด็ดที่สุด แล้วสุดท้ายควายธนูตัวนี้ก็จัดการสมิงพระไม่ไหว ทั้งสองจึงพากันวิ่งหนีสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย จนมาสะดุดก้อนหินใกล้ๆ ปากถ้ำล้มพับกันทั้งคู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นพระรูปนึงยืนอยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็นพระรูปแรกที่พวกเขาทั้งสองเจออยู่หน้าถ้ำเมื่อครู่ก่อนที่จะเข้ามานั่นเอง

“หยุดเถิด อาตมาขอบิณฑบาตชีวิตของโยม 2 คนนี้” พระท่านเอ่ยขึ้นเสียงนิ่ง

“ข้าหยุดไม่ได้ ข้าหยุดไม่ได้หรอก ข้าหิว ข้าไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว ท่านอย่าปกป้องคนโลภพวกนี้เลย” สมิงพระไม่ฟังคำทัดทานของพระสงฆ์แม้แต่น้อย พร้อมกระโจนเข้าใส่ทันที พระสงฆ์จึงใช้จิตที่มีกำลังเป็นสมาธิและสำเร็จด้านกสิณไฟ เพล่งธาตุไฟที่อยู่ในหินแต่ละก้อน เพื่อให้เกิดความร้อนจนลุกเป็นเปลวไฟขึ้นมา สว่างไสวไปทั่วถ้ำ เมื่อสมิงพระเห็นเปลวไฟที่เกิดจากพละกำลังกสิณไฟ ก็เกิดความหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้มนุษย์

“พวกโยมรีบหนีไป” พระสงค์เอ่ยเสียงเรียบ

เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งสองไม่รีรอรีบวิ่งหนีไปจนพบทางออกหลังถ้ำจึงโล่งใจว่ารอดชีวิตแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจก็คือในมือของพวกเขาที่กำเหล็กไหลไว้แน่นนั้น สิ่งที่เห็นอยู่ในมือกลับกลายเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาธรรมดาเท่านั้นเอง

“นี่เราโดนสมิงพระหลอกเอาชีวิตเสียแล้ว นี่มันเป็นเพียงก้อนหินชัดๆ“

“เอาน่ายังไงพวกเราก็รอดชีวิตมาได้แล้ว ตอนนี้หลวงพ่อท่านไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง”

ทั้งสองคนจึงตัดสินใจเดินมายังหน้าถ้ำอีกครั้ง เพื่อดูว่าหลวงพ่อรูปนั้นกลับออกมาได้หรือยัง ซึ่งพวกเขาก็ได้เห็นท่านกำลังนั่งทำสมาธิอยู่หน้าถ้ำนั่นเอง จึงได้เข้าไปกราบขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก พระหลวงพ่อที่ช่วยเหลือพวกเขาในถ้ำนั้น ตอนนี้กลับกลายเป็นหินแข็งทื่อในอิริยาบถนั่งสมาธิ พวกเขาแปลกใจเป็นอย่างมาก ได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ และเมื่อได้พวกเขาได้เดินทางกลับ ก็ได้มาพบเจอกับท่านอาจารย์ของพวกเขา และก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ประสบพบเจอมาให้ท่านอาจาย์ได้ฟัง ท่านอาจารย์ก็ได้เล่าเรื่องราวที่ท่านทราบให้ชายหนุ่มทั้งสองฟัง “เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว มีตำนานเล่าขานต่อๆ กันมาว่า มีพระสองรูป ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาก่อนที่จะออกบวชเสียอีก ท่านรูปนึงชอบปฏิบัติภาวนา ส่วนท่านอีกรูปชอบทางไสยเวทย์เป็นอย่างมากถึงขั้นศึกษาร่ำเรียนอย่างหลงไหล และทั้งสองก็มักจะออกธุดงค์ตามป่าเขา ถ้ำหิน ไปด้วยกันตามประสาเพื่อน จนครั้งหนึ่งพระทั้งสองได้มาปักกรดภาวนาอยู่ที่หน้าถ้ำแห่งนี้ พระรูปที่ชอบวิชาไสยเวทก็ได้ก็เรียนวิชาสมิงจนแกร่งกล้า แกร่งเกินไปจึงไม่อาจต้านทานอำนาจของวิชาได้ จึงทำให้พระรูปนี้ต้องกลายเป็นสมิงพระไปตลอดชีวิต และหลบมาอาศัยอยู่ภายในถ้ำ มันปล่อยข่าวลือคอยหลอกล่อให้คนเห็นภาพลวงตา ว่าในถ้ำมีเหล็กไหล เมื่อมีคนหลงกลเข้าไป ก็จะกลายร่างเป็นสมิงพระจัดการกับคนพวกนั้นเพื่อดูดกลืนเอาพลังชีวิตเพิ่มพละกำลังให้กับตัวมันเอง ส่วนพระอีกรูปก็นั่งสมาธิภาวนาจนหมดลมหายใจอยู่ในท่านั้นแต่ร่างกายกลับไม่เน่าเปื่อย เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปจนทำให้ร่างกายของท่านได้กลายเป็นหินในที่สุด”

เมื่อพวกเขาได้ฟังจากปากของอาจารย์แล้วก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะไม่น่าเชื่อว่าตำนานของที่นี่จะเป็นเรื่องจริง และได้พบประสบมากับตัว